9 ประเภทของวัสดุปูพื้นที่คุณควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน และBuilt-In ภายใน

9 ประเภทของวัสดุปูพื้นที่คุณควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน
9 ประเภทของวัสดุปูพื้นที่คุณควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน

9 ประเภทของวัสดุปูพื้นที่คุณควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน และBuilt-In ภายใน และเทคนิคเลือกบริษัทรับสร้างบ้านอย่างไรให้ตรงใจ รับออกแบบบ้าน

การเลือกพื้นบ้านเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดเวลาคุณสร้างบ้าน วัสดุปูพื้นเป็นส่วนสำคัญหลักของการออกแบบภายในบ้านของคุณ และการเลือกวัสดุนี่เองที่คุณจะต้องคิดให้เยอะ เนื่องจากมันจะต่อไปถึงหัวข้อที่ว่า ความยากง่ายของการปูพื้น ต้องรักษายังไง เหมาะสมกับการใช้งานหรือไม่ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องดี ที่คุณควรจะเรียนรู้ก่อนว่าทางเลือกของสวัสดุที่ใช้ปูพื้นมีอะไรบ้างรวมถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละวัสดุ

1. ไม้เนื้อแข็ง (ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้สัก ฯลฯ)
ข้อดี  เป็นวัสดุปูพื้นที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นหนึ่งในวัสดุปูพื้นที่สวย ทน และยังให้ความรู้สึกอบอุ่นสไตล์ธรรมชาติ เดินแล้วไม่เย็นเท้า
ข้อเสีย  ราคาแพง ต้องระมัดระวังเรื่องปลวก ความยืดหดของไม้ตามสภาพอากาศ ไม่เหมาะกับห้องที่ได้รับความชื้น เป็นวัสดุที่ยิ่งใช้นาน ไม้จะเริ่มเสื่อม เกิดรอยไปตามกาลเวลา แต่หากรื้อสามารถรื้อเฉพาะแผ่นที่มีปัญหาได้

2. ไม้ลามิเนต
ข้อดี น้ำหนักเบา ทนรอยขีดข่วน ไม่ต้องกังวลเรื่องปลวก ติดตั้งง่าย และต้นทุนถูกกว่าไม้จริง ถอดรื้อได้ง่าย นำไปประกอบใช้ใหม่ได้
ข้อเสีย ไม่ทนน้ำ ความชื้น ไม้จะบวมพองและเสีย ไม่สามารถรับแรงกระแทก มีเสียงเวลาเดิน

3. ไม้ปาร์เกต์
ข้อดี ราคาถูกกว่าไม้แผ่น
ข้อเสีย เกิดรอยง่าย ต้องการการดูแลรักษา รื้อแล้วเสียเลยนำกลับมาใช้อีกไม่ได้

4. ไวนิล/กระเบื้องยาง
ข้อดี กันน้ำได้ ติดตั้งง่าย ราคาถูก ซ่อมแซมง่ายกว่าลามิเนต
ข้อเสีย ผิวสัมผัสไม่ทนทาน ไม่ทนแรงกระแทก เกิดรอยง่าย ไม่เหมาะกับพื้นที่ที่ใช้งานหนัก

5. กระเบื้อง
ข้อดี ราคาถูก ราซื้อง่าย ลวดลายหลากหลาย มีให้เลือกหลายเกรด ทนทาน ทนน้ำ ทนไฟ ปลวกไม่กิน
ข้อเสีย ปูยาก มักเกิดปัญหาปูไม่เรียบ ปูไม่ได้แนว เห็นรอยต่อร่องยาแนว พื้นเปียกน้ำแล้วลื่น (มีกระเบื้องบางประเภทเป็นเนื้อหยาบสามารถกันลื่นได้)

6. แกรนิโต้
ข้อดี พื้นหินยังให้สัมผัสที่เย็น ทนทานกว่ากระเบีื้อง เหมาะกับพื้นที่ใช้งานหนัก
ข้อเสีย ผิวสัมผัสแข็ง

7. หินอ่อน/หินแกรนิต
ข้อดี ลวดลายสวยงาม หรูหรา แข็งแรงทนทาน กันเปื้อนและกันน้ำได้ ดูเป็นธรรมชาติ พื้นหินยังให้สัมผัสที่เย็น ทนต่อรอยขีดข่วน อายุการใช้งานยาวนาน
ข้อเสีย ยิ่งตัดสินขนาดใหญ่ยิ่งราคาสูงตามอัตราส่วน เปียกน้ำแล้วลื่น หากแตกร้าวต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งแผ่น

8. หินขัด
ข้อดี แข็งแรงทนทาน สามารถตกแต่งลวดลายและสีสันได้ ราคาก็ไม่แพง
ข้อเสีย หากเกิดรอยแตกร้าว ซ่อมยาก

9. พรม
ข้อดี ดูหรูหรา ผิวสัมผัสสบายเท้า ติดตั้งง่าย น้ำหนักเบา เก็บเสีบงได้ดี
ข้อเสีย เป็นที่กักเก็บของฝุ่นและสิ่งสกปรกได้ง่าย ทำความสะอาดได้ยาก

 

เคล็ดไม่ลับ ก่อนจะ Built-in ภายใน เพื่อบ้านสวยถูกใจ

ถ้าพูดถึงเรื่องการออกแบบ ตกแต่งภายในบ้าน หลายคนต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นอย่างมาก เพราะว่าการ  Built-in ในแต่ละครั้งมันแพงไม่ใช่เล่นเลย ดังนั้นเราควรจะรู้เคล็บลับก่อนจะ Built-in ตกแต่งภายในเพื่อทำให้เราประหยัดงบ แถมได้บ้านสวยและถูกใจคุณอีกด้วย

อย่างแรกเราต้องทราบความต้องการของตัวเราก่อนว่า จะทำขึ้นเพื่ออะไร ได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง และตัวเรามีงบประมาณเท่าไหร่ เมื่อพอจะนึกออกแล้ว เราก็มาเริ่มกันเลย ตามหัวข้อดังต่อไปนี้

1. เตรียมกระเป๋าสตางค์

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก คุณควรระบุงบประมาณให้ดีก่อนที่จะเริ่มวางแผนทำ Built-in โดยคำนึงถึงสภาพทางการเงินของคุณเป็นหลัก เพราะหากคุณไม่วางแผนการเงินให้ดีแล้ว ทำไปเรื่อยๆคุณจะพบว่าค่าใช้จ่ายจะบานปลายจนคุณอาจไม่สามารถควบคุมได้ในภายหลัง

2. เริ่มออกแบบ

เราอาจจะดูแบบที่ชอบ ได้จากหนังสือตกแต่งบ้าน หรือ ตามเว็ปไซต์ต่างๆ หากมีงบประมาณสูงก็อาจจะเลือกปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือบริษัทตกแต่งภายในทั่วไป เพื่อบอกถึงรูปแบบและลักษณะที่ต้องการ ซึ่งเราอาจจะได้คำแนะนำหรือข้อมูลเพิ่มเติมจากพวกเขามาเป็นของแถมอีกด้วย

3. เลือกรูปแบบและดีไซน์ที่ต้องการ

ยกตัวอย่างเช่นชอบแบบสไตล์ Loft,  Modern,  Vintage, Contemporary หรือ Luxury เพื่อให้ได้บ้านตามความต้องการและออกมาดูดีตามสไตล์ของเรา

4. เตรียมพื้นที่

ในส่วนนี้คุณควรจะเลือกบริษัท Built-in ที่มีความน่าเชื่อถือและสามารถไว้วางใจได้ มีช่างที่ชำนาญและมีบริการหลังการขายที่ดี เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาดูพื้นที่และให้คำแนะนำเราได้ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้แบบห้องที่สวยถูกใจ โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยเตรียมพื้นที่เองเลย

5. เช็คราคาวัสดุ

ก่อนที่คุณจะเริ่มทำการ Built-in สิ่งที่คุณควรต้องทำเป็นอันดับแรกๆเลยคือ การเช็คราคาวัสดุที่จะนำมาใช้ เพื่อดูว่าแพงเกินไปหรือไม่ ยังอยู่ในงบประมาณที่คุณสามารถจัดการได้หรือเปล่า โดยคุณควรเช็คราคาเองด้วยและเช็คกับบริษัทตกแต่งภายในที่เราเลือกอีกรอบเพื่อความแน่ใจและความเข้าใจที่ตรงกัน

สุดท้ายแล้วบ้านจะออกมาเป็นสไตล์แบบไหนก็ขึ้นอยู่ที่ตัวคุณเอง เพราะการ Built-in คุณสามารถเลือกและคัดสรรสิ่งที่คุณต้องการเองได้ทุกขั้นตอน ขึ้นอยู่กับความพอใจและงบประมาณที่คุณวางเอาไว้นั่นเอง

 

เลือกบริษัทรับสร้างบ้านอย่างไรให้ตรงใจ

การตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในขั้นตอนการสร้างบ้านของคุณ แน่นอนว่าหนีไม่พ้นการหาบริษัทรับสร้างบ้านที่ใช่และถูกใจคุณ ถ้าหากคุณเลือกถูกบริษัท คุณจะได้ผู้ร่วมงานที่แท้จริง ผู้ที่จะทำให้บ้านในฝันของคุณมีชีวิต การตัดสินใจเลือกบริษัทรับสร้างบ้านที่ไม่ตรงใจ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านงบประมาณ หรือความสะดวกในการเดินทางไปคุยงาน ไม่ใช่แค่คุณจะเสียใจภายหลังหลังจากขั้นตอนการสร้างบ้านเริ่มต้นไปแล้ว แต่คุณยังจะเสียใจไปอีกนานกับบ้านที่คุณต้องอาศัยอยู่ไปอีกยาว และนี่คือเทคนิคการเลือกผู้รับเหมาสร้างบ้านให้ตรงใจ เพื่อช่วยคุณในการตัดสินใจเลือกบริษัทรับสร้างบ้านที่ใช่

เลือกจากคุณภาพก่อน

เพราะบ้านที่คุณสร้างไม่ใช่บ้านที่คุณจะอยู่แค่ชั่วคราว แต่มันคือสถานที่ที่คุณและครอบครัวจะใช้ชีวิตอยู่อีกยาวนาน สถานที่ที่ลูกๆของคุณจะได้วิ่งเล่น หัวเราะ มีความสุข สถานที่ที่คุณและครอบครัวจะใช้เวลาพักผ่อนช่วงวันหยุดร่วมกัน สิ่งสุดท้ายที่คุณคงไม่อยากจะนึกถึงคือ บ้านที่จะต้องคอยมานั่งซ่อมอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะการซ่อมในส่วนระบบโครงสร้างบ้านที่ซับซ้อน ที่อาจยากต่อการซ่อมบำรุง และอาจเสียค่าใช้จ่ายสูงในการซ่อมหรือปรับปรุงทีหลัง

สิ่งแรกที่คุณควรทำเวลาตัดสินใจเลือกบริษัทรับสร้างบ้าน คือ คุณภาพงานของบริษัทรับสร้างบ้านนั้น คุณอาจจะขอบริษัทรับสร้างบ้านไปดูผลงานโปรเจ็กต์ที่บริษัทเคยทำมา แล้วถามคำถามเกี่ยวกับขั้นตอนการออกแบบภายในภายนอก วัสดุที่เลือกใช้ ระยะเวลาการทำงานแต่ละส่วน การออกแบบทางเดินระบบน้ำไฟภายในบ้าน หรือวัสดุโครงสร้างที่คุณมองไม่เห็น

เลือกผู้รับเหมาที่มีความโปร่งใส

บริษัทรับสร้างบ้านบางบริษัทที่ควรค่าแก่การร่วมงานด้วย คือบริษัทรับสร้างบ้านที่มีความโปร่งใสและตอบคำถามทุกคำถามที่เรามีตั้งแต่ครั้งแรกในการคุยงาน บริษัทที่จะให้คำแนะนำคุณเป็นอย่างดี บอกคุณถึงระยะเวลาการก่อสร้างคร่าวๆ รายละเอียดงบประมาณคร่าวๆในการสร้างบ้านที่คุณต้องการ รวมถึงปรัชญาการทำงานของบริษัทและวัสดุที่บริษัทใช้ในการก่อสร้าง นอกจากนั้น บริษัทที่ดีควรจะบอกคุณถึงความสัมพันธ์กับผู้รับเหมาและกลุ่มคนอีกหลายกลุ่มที่จะมามีส่วนช่วยในการสร้างบ้านของคุณในครั้งนี้ ดังนั้น เวลาคุณเลือกบริษัทรับสร้างบ้าน จงอย่าเลือกบริษัทที่มีปัญหาในการตอบคำถามพวกนี้ของคุณ

อย่ากลัวที่จะถามคำถาม

นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่คุณวางแผนจะสร้างบ้านของคุณเอง อย่ากลัวที่จะถามในสิ่งที่คุณไม่รู้ เพราะการสร้างบ้านคือการลงทุนครั้งใหญ่พอสมควร ทั้งกับเรื่องเงินและเรื่องเวลา บริษัทรับสร้างบ้านที่ดีไม่ใช่แค่จะต้องเต็มใจที่จะตอบทุกคำถามของคุณ ไม่ว่ามันจะตลกหรือไร้สาระแค่ไหน แต่จะต้องกระตุ้นให้คุณถามคำถามพวกนั้นด้วย ถ้าบริษัทใช้เวลานานในการให้คำตอบคุณ มันอาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณจะพบกับความหงุดหงิดและปัญหาปวดหัวในการสื่อสารกับบริษัทตลอดช่วงเวลาการสร้างบ้านในอนาคต

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณและบริษัทรับสร้างบ้านสื่อสารและเข้าใจไปในทางเดียวกัน

หาบริษัทรับสร้างบ้านและทีมออกแบบที่สามารถเชื่อมเข้ากับคุณได้ ทีมที่ดีจะถามคำถามและรับฟังสิ่งที่คุณต้องการ พวกเขาจะพยายามที่จะเข้าใจรูปแบบของบ้านและดีไซน์ที่เข้ากับการใช้ชีวิตของคุณ การเชื่อมกันกับบริษัทรับสร้างบ้านให้เข้าใจในสิ่งที่คุณต้องการตั้งแต่เริ่มต้นการดำเนินการจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงเรื่องปวดหัวได้ในภายหลัง

ท้ายที่สุด สิ่งที่คุณอยากได้ก็คือบ้านที่สร้างเสร็จตามความต้องการ ซึ่งแน่นอนว่ากว่าจะสร้างเสร็จคุณยังต้องเจอกับปัญหาอีกมากที่จะมาตามทาง ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยคุณได้ก็คือ เลือกบริษัทรับสร้างบ้านที่จะช่วยให้ขั้นตอนการสร้างบ้านของคุณราบรื่นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

เคล็ดลับทำให้บ้านเย็นแบบประหยัดพลังงาน

อากาศเมืองไทยร้อนมากช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน หันไปทางไหนก็มีแต่ความร้อนอยู่รายรอบตัว หลายคนจึงหันมาเปิดแอร์และไปเดินห้างสรรพสินค้าแทน แต่ปัญหาเหล่านั้นจะหมดไปเพราะเรามีเคล็ดลับในการทำบ้านให้เย็นลงด้วยวิธีง่ายๆ โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังงานและยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

1. ทาสีบ้านโทนเย็น

เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการลดความลดความร้อนให้กับบ้าน ก็คือการทาสีห้องด้วยสีโทนเย็นเช่น สีเขียวหรือสีฟ้า ซึ่งจะทำให้รู้สึกว่าอุณหภูมิในห้องเย็นลงได้ อีกทั้งการทาสีอ่อนๆ อย่างเช่นสีขาวและสีครีมก็จะสามารถสะท้อนแสงได้ดี และเป็นการช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า ในขณะโทนสีน้ำตาลอ่อน สีของใบไม้ จะทำให้รู้สึกสบายและผ่อนคลายเหมือนได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติตลอดเวลาอีกด้วย

2. ปลูกต้นไม้

การปลูกต้นไม้จะช่วยลดความร้อนเพิ่มออกซิเจนในอากาศถ้าหากเราปลูกต้นไม้ไว้รอบๆบ้านจะช่วยให้ความร่มรื่น และเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มแอร์ธรรมชาติได้ดีทีเดียว

3. ถอดปลั๊กไฟเมื่อไม่ใช้งาน

เป็นวิธีง่ายๆที่หลายคนมักมองข้ามเพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดมีการผลิตความร้อนออกมา หากเราเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายๆอย่างพร้อมกัน เช่นโคมไฟ ตู้เย็น กระติกน้ำร้อนไฟฟ้าและโทรทัศน์ จะมีการเพิ่มการระบายความร้อนออกมามากขึ้น ดังนั้นควรถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าออกขณะที่ไม่ใช้งานแล้ว

4. ไม่ควรวางสิ่งของใกล้เครื่องปรับอากาศ

เครื่องปรับอากาศจะทำงานหนักมากขึ้นเมื่อได้อยู่ใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีการระบายความร้อนสูงวางอยู่ใกล้ๆ และไม่เพียงแค่นั้นการเพิ่มความชื้นภายในอากาศเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้นเช่นกัน ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงการตากผ้าหรือภาชนะที่ใส่น้ำไว้ใกล้ๆเครื่องปรับอากาศ

5. แสงไฟและแสงธรรมชาติ

สำหรับห้องที่ออกแบบเพื่อเน้นความโปร่งโล่งในเวลากลางวัน แต่พอถึงกลางคืนจะดูไม่สว่างเท่าที่ควร ทั้งๆที่ติดไฟแขวนบนฝ้าเพดานตั้งเยอะแล้ว เพราะเหตุนั้นหลอดไฟที่ติดอยู่บนเพดานอาจจะสูงจนเกินไป จึงทำให้ความสว่างลงมาไม่ถึงพื้น วิธีแก้ไขคือนำโคมไฟตั้งโต๊ะหรือโคมไฟตั้งพื้นเข้ามาช่วยเพิ่มความสว่าง และใช้วิธีดึงแสงธรรมชาติเข้ามาในบ้าน และการนำแผ่นโปร่งแสงสว่างมามุงหลังคาในส่วนที่ต้องการแสงสว่างในกลางวันเพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า

6. อย่าบังทางลม

ด้วยธรรมชาติของลมลมจะพัดเข้าบ้านเมื่อมีทางให้ลมออกเท่านั้น ดังนั้นการวางตำแหน่งของเฟอร์นิเจอร์ในบ้านก็คือสิ่งที่สำคัญเช่นกัน เพราะการวางตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์หากไปบังทิศทางลมก็จะทำให้ลมไม่สามารถพัดเข้ามาได้ ควรจะจัดเฟอร์นิเจอร์ให้ชิดผนังและไม่ขวางทางประตูหน้าต่าง

7. หลังคาสีเขียว

บ้านที่มีดาดฟ้าจะสะสมความร้อนได้ดีกว่าบ้านที่ไม่มีดาดฟ้า ดังนั้นการทำสวนบนดาดฟ้าจะช่วยลดความร้อนสะสมได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังดูแลง่าย ทำให้การเพิ่มพื้นที่สีเขียวของคุณไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปค่ะ

8. ทำกันสาดบังแดดข้างหน้าต่าง

อุณหภูมิจากแดดที่เข้ามาสู่ภายในบ้านจะทำให้อากาศภายในบ้านร้อนอบอ้าว ดังนั้นผ้าใบหรือกันสาดอาจจะช่วยลดอุณหภูมิได้ดีในช่วงที่อากาศร้อนมาก

9. ปลูกไม้เลื้อย

ปลูกต้นไม้รอบบ้านถ้ายังไม่ช่วยให้เย็นพอ การปลูกไม้เลื้อยบริเวณรอบๆบ้าน แนะนำให้ทำระเเนงไม้รอบๆบ้าน ไว้ให้ไม้เลื้อยขึ้นแทนการให้มันขึ้นเกาะกำแพงปูนเพราะจะทำให้ผนังเกิดความเสียหายได้

การที่จะทำให้บ้านเราเย็นสบายควรคำนึงถึงการประหยัดพลังงาน ด้วยวิธีธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อลดอุณหภูมิภายในบ้าน และจัดเฟอร์นิเจอร์ให้ลมพัดเข้ามาภายในบ้านได้สะดวก บางส่วนของตัวบ้านอาจจะเพิ่มความสว่างในตัวบ้านและทำให้บ้านเย็นสบายน่าอยู่มากยิ่งขึ้น